ความรัก ความร้าวราน และงานเทศกาล จะประคองใจอย่างไร ในวันที่โลกบังคับให้มีความสุข
แหม... พอพูดถึง "วันหยุดยาว" หรือ "เทศกาลปีใหม่" ภาพในหัวของชาวบ้านชาวช่องก็คงหนีไม่พ้น แสงไฟวิบวับ ต้นคริสต์มาสสูงเสียดฟ้า เสียงเพลง Jingle Bells ที่เปิดกรอกหูจนหลอน หรือภาพครอบครัวนั่งกินไก่งวงกันพร้อมหน้าพร้อมตาเหมือนหลุดออกมาจากโฆษณาน้ำอัดลม แต่ช้าก่อนครับท่านผู้ชม! โลกแห่งความจริงมันไม่ได้สวยหรูเหมือนฟิลเตอร์ในไอจีเสมอไป สำหรับใครหลายคน ช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ มันกลับกลายเป็น "นรกในใจ" ที่เงียบงัน เป็นช่วงเวลาที่ความเหงากัดกินขั้วหัวใจจนอยากจะวาร์ปข้ามไปเดือนกุมภาพันธ์ให้รู้แล้วรู้รอด
วันนี้กระผมเลยขอหยิบยกบทความดีๆมา เพื่อเป็นคู่มือเอาตัวรอดสำหรับท่านที่หัวใจกำลัง "เจ็บ" ในวันที่คนทั้งโลกกำลัง "จบ" (จบปีเก่าฉลองปีใหม่นั่นแหละ) เอ้า! ล้อมวงกันเข้ามา แล้วมาดูวิธีประคองสติและหัวใจกันครับ
ความรัก ความร้าวราน และงานเทศกาล: จะประคองใจอย่างไร ในวันที่โลกบังคับให้มีความสุข
ท่านเคยสังเกตไหมครับ? ว่าเทศกาลวันหยุดเนี่ย มันถูก "การตลาด" ครอบงำจนเราแทบจะสำลักความสุขปลอมๆ ป้ายโฆษณาบอกว่าต้องยิ้ม ต้องสังสรรค์ ต้องปาร์ตี้บริษัท (ที่บางทีเราก็ไม่อยากไป) ต้องรวมญาติ (เพื่อตอบคำถามกวนใจ) แต่สำหรับคนที่เพิ่งผ่านมรสุมชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียคนรัก เลิกราหย่าร้าง หรือความผิดหวังใดๆ ก็ตาม ช่วงเวลานี้มันช่างโหดร้ายทารุณยิ่งกว่าโดนจับขังเดี่ยว
ความเจ็บปวดจากการสูญเสีย มันไม่สนหรอกครับว่านี่คือวันคริสต์มาส หรือวันสงกรานต์ มันไม่หยุดพักร้อน และมันพร้อมจะกระโดดถีบยอดอกคุณได้ทุกเมื่อ วันนี้เราจะมาแบกันให้หมดเปลือก ว่าทำไมช่วงนี้มันถึงเจ็บจี๊ด และเราจะจับมือคนข้างๆ (หรือกอดตัวเอง) ฝ่าฟันมันไปได้อย่างไร
ทำไม "เทศกาลแห่งความสุข" ถึงกลายเป็น "เทศกาลแห่งความเศร้า" ของเรา?
คำถามนี้น่าสนใจ ทำไมนะ? ทำไมพอเพลง "All I Want for Christmas Is You" ดังขึ้น น้ำตามันถึงรื้นออกมา?
-
ประเพณีเดิมๆ คือกับดักระเบิด: เคยไหมครับ? ร้านอาหารร้านเดิมที่เคยนั่งกับเขา อาหารเมนูโปรดที่ชอบทำให้กิน พอถึงเวลาจริง สิ่งเหล่านี้มันตอกย้ำความ "ว่างเปล่า" ให้ชัดเจนยิ่งกว่าความคมชัดระดับ 8K มันเหมือนมีคนตะโกนใส่หน้าว่า "เฮ้ย! คนนั้นเขาไม่อยู่แล้วนะโว้ย!"
-
แรงกดดันทางสังคม (Social Pressure): อันนี้ตัวดีเลยครับ สังคมคาดหวังว่าคุณต้อง "แฮปปี้" ถ้าคุณทำหน้าบึ้ง หรือไม่ไปร่วมงานปาร์ตี้ คุณจะกลายเป็น "ตัวตึง" ที่ทำบรรยากาศกร่อยทันที ความละอายใจ (Shame) มันจะเริ่มก่อตัว คุณจะรู้สึกผิดที่ตัวเองไม่มีความสุข ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว คุณมีสิทธิ์ที่จะเศร้านะครับคุณพี่!
-
มหกรรมการเปรียบเทียบแห่งชาติ: ยิ่งไถฟีดโซเชียล ยิ่งเจ็บ ยิ่งกว่าเอาเกลือทาแผล เห็นเพื่อนลงรูปคู่สวีทหวานเจี๊ยบ เห็นคนอื่นอุ้มลูกโชว์ เห็นครอบครัวคนอื่นหัวเราะร่า ในขณะที่เรา... นั่งกินมาม่าอยู่มุมห้อง การเปรียบเทียบนี้มันทำงานเงียบๆ แต่มันเชือดเฉือนหัวใจได้เลือดสาด ยิ่งเห็นคนอื่นสุข เรายิ่งรู้สึกว่าตัวเองทุกข์หนักกว่าเดิม เหมือนโลกนี้ทิ้งเราไว้ข้างหลังคนเดียว
-
ภาวะ "คอเคล็ดทางอารมณ์" (Emotional Whiplash): เดี๋ยวก็เห็นภาพความรักอันอบอุ่น เดี๋ยวก็กลับมารู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง อารมณ์มันเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาเหมือนรถไฟเหาะตีลังกาที่เบรกแตก ความห่างชั้นระหว่าง "ความสุขของโลกภายนอก" กับ "ความเศร้าในใจเรา" มันห่างกันจนน่าใจหาย และการจะปีนกลับขึ้นมาจากหลุมดำแห่งความเศร้าในช่วงนี้ มันดูเหนื่อยยากแสนเข็ญเหลือเกินครับท่านผู้ชม
สารพัดรูปแบบความสูญเสีย (เพราะความเจ็บปวดไม่มีลำดับชั้น)
ผมขอย้ำตรงนี้ ตัวโตๆ ขีดเส้นใต้สองเส้นเลยนะครับว่า "ความสูญเสีย ก็คือ ความสูญเสีย" ไม่มีการแบ่งว่าเสียแบบไหนเจ็บกว่ากัน ไม่ต้องมาขิงกันว่า "ฉันเจ็บกว่าเธอ" ทุกความเจ็บปวดมีค่าเท่ากัน และมันเล่นงานเราได้สาหัสพอกัน ไม่ว่าจะโดนหมัดไหนเข้าไป ผลลัพธ์คือ "ใจสลาย" เหมือนกันครับ และทุกคนมีวิธีรับมือต่างกัน บางคนร้องไห้โฮเหมือนเด็ก บางคนนิ่งเป็นหินเหมือนรูปปั้น ซึ่ง... ไม่มีผิดมีถูกครับ!
เมื่อความเศร้าบุกปั่นป่วนความสัมพันธ์ (Family & Couple Drama)
ความสูญเสียเนี่ย มันเหมือนบททดสอบสุดหินที่เข้ามาเขย่าขาเตียงให้สั่นคลอน ยิ่งกว่าแผ่นดินไหว ริกเตอร์ โดยเฉพาะคู่รักหรือครอบครัวที่มี "สไตล์การเศร้า" ไม่เหมือนกัน
-
ฝ่ายแดง: อยากระบาย อยากพูด อยากร้องไห้ อยากให้โลกได้รับรู้
-
ฝ่ายน้ำเงิน: อยากเก็บตัว อยากเงียบ อยากทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่อยากพูดถึง
พอสไตล์ไม่แมตช์กัน ความบรรลัยก็บังเกิดสิครับ! คำวิจารณ์เริ่มมา: "ทำไมคุณยังร้องไห้อยู่อีก?", "ทำไมคุณทำเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย?", "เมื่อไหร่จะมูฟออน?" คำพูดพวกนี้มันคมกว่ามีดโกนอาบยาพิษเสียอีก หรือบางคู่อาจจะเลือกวิธี "ปิดสวิตช์" (Shut down) ต่างคนต่างอยู่ กลายเป็นคนแปลกหน้าที่นอนเตียงเดียวกัน ถ้าปล่อยไว้นานๆ ช่องว่างนี้จะขยายกลายเป็นเหวที่ถมไม่เต็มนะครับคุณพี่
กลยุทธ์กู้ใจ: เชื่อมต่อกันในวันที่เจ็บปวด (How to Stay Connected)
เอาล่ะครับ ดราม่ามาเยอะแล้ว มาดูวิธีแก้เกมกันบ้าง ถ้าไม่อยากให้ความสัมพันธ์พังพินาศในช่วงวันหยุด ลองทำตามคัมภีร์นี้ดู:
-
เรียกชื่อปีศาจนั้นออกมา (Name the Grief): อย่าแอ๊บว่าโอเคครับ ถ้าคิดถึงเขา ก็บอกว่าคิดถึง ถ้าวันนี้มันแย่ ก็บอกว่าแย่ ถ้าจู่ๆ ขำออกมาได้ ก็ไม่ต้องรู้สึกผิด การยอมรับความจริงคือจุดเริ่มต้นของการเยียวยา บอกคู่ของคุณไปเลยว่า "วันนี้หนูไม่ไหวพี่" หรือ "วันนี้ผมคิดถึงลูกจัง" การเปิดใจคุยคือยาวิเศษครับ
-
เปิดพื้นที่ให้ทุกอารมณ์ (Make Room for the Mess): ความเศร้ามันไม่มีระเบียบแบบแผนหรอกครับ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ เหมือนคนบ้า... ซึ่งมัน "โอเค!" ครับ อนุญาตให้ตัวเองรู้สึก ให้คู่ของคุณรู้สึก นั่งข้างๆ เขา หายใจลึกๆ ไม่ต้องพยายามเป็นช่างซ่อม ไม่ต้องหาทางแก้ แค่ "อยู่ตรงนั้น" ก็พอแล้ว
-
สร้างพิธีกรรมแห่งความทรงจำ (Rituals of Remembrance): ถ้าทำแบบเดิมแล้วเจ็บ ก็ลองบิดดูหน่อยไหม? จุดเทียนรำลึกถึง ทำอาหารเมนูโปรดของเขา หรือเล่าเรื่องตลกๆ การเปลี่ยนความเศร้าให้เป็นกิจกรรมรำลึก อาจจะช่วยให้บรรยากาศมัน "อุ่น" ขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่หนาวเหน็บอย่างเดียว
-
ปรับจูนความคาดหวังใหม่ (Re-evaluate Expectations): โยนคำว่า "เพอร์เฟกต์" ทิ้งลงถังขยะไปเลยครับ! อนุญาตให้ตัวเองลดสเปกงานฉลองลง ไม่ต้องจัดเต็ม ไม่ต้องไปทุกงาน หรือจะปฏิเสธ (Say No) บ้างก็ได้ ไม่มีใครว่า (ถ้าใครว่าก็ช่างหัวมันครับ)
-
คำถามเช็คฟอร์มคู่รัก: "ที่รัก ช่วงนี้มีอะไรที่เธอกลัวหรือไม่อยากทำไหม?", "มีอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ฉันทำให้เธอสบายใจขึ้นได้บ้าง?"
-
-
นี่คือเทคนิคระดับโลกนะครับท่านผู้ชม
-
ยื่นใบสมัครขอความสนใจ (Bids for Connection): ส่งสัญญาณเล็กๆ น้อยๆ เช่น ชงกาแฟให้, ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ, ขยับเข้าไปกอดตอนดูทีวี ถ้าคู่ของคุณส่งสัญญาณมา อย่าเมินครับ! ให้หันกลับไปรับสัญญาณนั้นทันที (Turn towards)
-
เริ่มบทสนทนาอย่างนุ่มนวล (Gentle Start Up): อย่าเปิดฉากด้วยการด่ากราด ให้ใช้สูตร "ฉันรู้สึก... เกี่ยวกับ... และฉันต้องการ..." เช่น "ฉันรู้สึกเหงา ที่เราไม่ได้คุยกันเรื่องแม่เลย ฉันอยากให้เราคุยกันบ้าง" ฟังดูดีกว่า "คุณมันไร้หัวใจ ไม่เคยสนใจฉันเลย" เยอะครับ
-
คู่มือสำหรับกองเชียร์ (Supporting Others): อย่าเป็น "ผู้หวังดีประสงค์ร้าย"
สำหรับท่านที่เพื่อนกำลังเศร้า แต่อยากปลอบใจ กรุณาฟังทางนี้! อย่าทำตัวเป็นไลฟ์โค้ชเกรด B ที่พ่นคำพูดสวยหรูแต่ฟังแล้วอยากกระโดดถีบ เช่น:
-
❌ "สู้ๆ นะ เดี๋ยวก็ดีขึ้น" (รู้นะว่าหวังดี แต่มันกดดัน)
-
❌ "เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง" (ตอนนี้มันยังไม่เยียวยาไง!)
-
❌ "คนดีๆ มักไปเร็ว" (แล้วฉันเลวเหรอถึงอยู่?)
-
❌ "อย่างน้อยเธอก็ยังมี..." (อย่าหาทำ! อย่าเปรียบเทียบความสูญเสีย)
ลองเปลี่ยนเป็นคำพูดที่ออกมาจากใจจริงๆ แบบลูกผู้ชาย/ลูกผู้หญิง ตัวจริง
-
✅ "เรารู้ว่ามันหนักหนาสำหรับแกมาก"
-
✅ "เราเห็นนะว่าแกเจ็บปวดแค่ไหน"
-
✅ "เราอยู่ตรงนี้นะ เว้ย"
-
✅ "เราไม่รู้จะพูดอะไรว่ะ แต่อยากให้รู้ว่ารักแกนะ" (อันนี้จริงใจสุด)
และถ้าอยากช่วย อย่าถามว่า "มีอะไรให้ช่วยบอกนะ" (เพราะเขาจะไม่บอก) ให้เสนอตัวเลยแบบแมนๆ "เดี๋ยวเย็นนี้เอาข้าวไปส่งนะ", การกระทำสำคัญกว่าคำพูดครับ!
เมื่อไหร่ที่ควรเรียก "ตัวช่วย" (Professional Help)
ถ้าความเศร้ามันกัดกินจนความสัมพันธ์เริ่มร้าวฉาน หรือรู้สึกว่าแบกไม่ไหวแล้ว อย่าอายที่จะเดินเข้าหา "กลุ่มบำบัด" (Support Group) หรือ "นักจิตบำบัดชีวิตคู่" (Couples Therapy) การได้ระบายกับคนแปลกหน้าที่เข้าใจ หรือให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยตบๆ ความคิดให้เข้าที่เข้าทาง ไม่ใช่เรื่องน่าอายครับ มันคือการวางแผนการเล่นใหม่เพื่อให้ทีมชีวิตคู่ของเราไปรอดต่างหาก
บทส่งท้ายจากใจคอลัมนิสต์
พ่อแม่พี่น้องครับ... ความเศร้า (Grief) มันไม่มีฤดูกาล มันไม่สนหรอกว่าปฏิทินจะขึ้นเดือนธันวาคมหรือเมษายน โลกอาจจะหมุนไป งานฉลองอาจจะเสียงดัง แต่ในใจเราอาจจะเงียบงัน แต่อยากจะบอกว่า "คุณไม่ได้เดินเดียวดาย" (You'll Never Walk Alone) ครับ การยอมรับความเจ็บปวด การหันหน้าเข้าหากันของคู่รัก และการสื่อสารที่จริงใจ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
วันหยุดนี้ ถ้ามันจะไม่สนุกสุดเหวี่ยงเหมือนในหนัง ก็ช่างมันเถอะครับ ขอแค่เราประคองใจกันไป ให้ผ่านพ้นคืนวันอันเหน็บหนาวนี้ไปได้ ก็ถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่แล้ว เป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่หัวใจกำลังทำงานหนักครับ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีครับ!